
ผลการค้นหา
พบ 87 ผลลัพธ์เมื่อไม่ระบุค่าการค้นหา
- เสริมกล้ามเนื้อช่วงวัยทอง: โปรตีนคือฮีโร่ของคุณ
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น แม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างลุกจากเตียงหรือเดินเข้าห้องน้ำ ก็อาจกลายเป็นเรื่องท้าทาย สาเหตุก็มาจาก ภาวะกล้ามเนื้อลดลงตามวัย (Sarcopenia) ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อเล็กลงและอ่อนแรงลง แต่ไม่ต้องกังวล! การกินโปรตีนที่เหมาะสมและออกกำลังกาย สามารถช่วยให้คุณกลับมาฟิตแอนด์เฟิร์มได้ 🥩 โปรตีนทำไมถึงสำคัญ โปรตีนไม่ใช่แค่สารอาหารทั่วไป แต่เป็น "วัสดุก่อสร้าง" ของร่างกาย! ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รักษากล้ามเนื้อ และให้พลังงานที่จำเป็น แต่พอเราอายุมากขึ้น ร่างกายจะใช้งานโปรตีนได้ไม่ดีเท่าเดิม ดังนั้นเราจึงต้องกินโปรตีนให้มากขึ้นเพื่อชดเชย 💡 เคล็ดลับสำคัญ: ผู้สูงอายุต้องการโปรตีนมากกว่าคนทั่วไปถึง 50% หรือประมาณ 1.2 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว ต่อวัน 🏋️♀️ เลือกโปรตีนคุณภาพ ไม่ใช่แค่กินเยอะ แต่ต้องกินโปรตีนที่ดีด้วย! โปรตีนที่มีกรดอะมิโนจำเป็นอย่าง ลิวซีน (Leucine) จะช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อได้ดีที่สุด ตัวเลือกโปรตีนคุณภาพสูง: เนื้อสัตว์ เช่น ไก่ ปลา ไข่ และโยเกิร์ตแบบกรีก โปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ ถั่วเลนทิล อย่าลืมแบ่งโปรตีนกินให้ครบทุกมื้อ โดยตั้งเป้า 25-40 กรัมต่อมื้อ เพื่อประโยชน์สูงสุด 🥗 โปรตีน + การออกกำลังกาย = สูตรชนะกล้ามเนื้อหด การกินโปรตีนจะได้ผลดียิ่งขึ้นถ้าคู่กับการออกกำลังกาย เช่น การเดิน สควอท หรือยกน้ำหนัก งานวิจัยล่าสุดยังพบว่า ผู้สูงอายุที่กิน โปรตีนเวย์ (Whey) หรือ โปรตีนถั่วลันเตา (Pea Protein) สามารถเพิ่มการสร้างกล้ามเนื้อได้ถึง 10% แต่ระวัง! โปรตีนคอลลาเจนที่โฆษณากันว่าเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ กลับไม่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อมากเท่าที่คิด 🌱 ไขความเชื่อผิดๆ เรื่องโปรตีน กลัวว่าโปรตีนจะทำลายไตหรือกระดูก? ไม่จริง! การเพิ่มโปรตีนไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียเหล่านี้ แต่กลับช่วยลดการสูญเสียกล้ามเนื้อและเพิ่มช่วงเวลาแห่งสุขภาพดีในชีวิต 🍳 ไอเดียเมนูโปรตีนแน่นๆ มื้อเช้า: ไข่เจียวใส่หมูสับและต้นหอม กินคู่กับข้าวกล้อง โจ๊กข้าวโอ๊ตใส่ไก่ฉีก โรยต้นหอม ผักชี มื้อเที่ยง: ยำวุ้นเส้นอกไก่ใส่ไข่ต้ม แกงจืดเต้าหู้หมูสับ ใส่ผักกาดขาว มื้อเย็น: ปลานึ่งมะนาว กินคู่กับผักลวก ผัดผักรวมเต้าหู้ขาว โรยเมล็ดงา ของว่าง: ไข่ต้มยางมะตูม ถั่วลิสงอบสมุนไพร หมูยอไร้แป้ง กับน้ำจิ้มแจ่ว อย่าปล่อยให้ภาวะกล้ามเนื้อหายตัว การสูญเสียกล้ามเนื้อไม่ได้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แค่เลือกกินโปรตีนให้ถูก และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คุณก็จะยังคงแข็งแรงและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ไม่ว่าคุณจะชอบโปรตีนจากสัตว์หรือพืช มีตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคุณ เริ่มต้นวันนี้ เติมโปรตีนเข้าไปในจาน แล้วสุขภาพดีจะอยู่กับคุณไปอีกนาน! 🌟 Source: https://goodtimes.ca/nutrition-and-healthy-aging-the-role-of-protein-quality-in-combatting-muscle-loss/
- สร้างต้นขาให้แข็งแรง ชีวิตดี๊ดี!
กล้ามเนื้อต้นขาเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายของคุณมีฐานที่มั่นคง เพิ่มความสมดุลและการทรงตัวในชีวิตประจำวัน ใครอยากเดินมั่นใจ วิ่งคล่องตัว หรือป้องกันการบาดเจ็บของข้อเข่าและสะโพก มาลอง 2 ท่าออกกำลังกายง่ายๆ ที่บ้านกันเลย! 1. สควอท: ท่าเบสิคที่ขาดไม่ได้ วิธีทำ: หย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ที่มั่นคง วางเท้ากว้างเท่าหัวไหล่ ปลายเท้าชี้ตรงไปข้างหน้า เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ยื่นแขนออกมาด้านหน้าเพื่อทรงตัว จากนั้นยืนขึ้น โดยให้สะโพกอยู่แนวเดียวกับไหล่ เกร็งหน้าท้องช่วยพยุงตัว ค่อยๆ ลดตัวลงจนก้นแตะเก้าอี้เบาๆ หรือกลับมานั่ง แล้วลุกขึ้นอีกครั้ง เคล็ดลับ: ทำ 2-8 ครั้ง ตามความสะดวก ระวังอย่าให้ปลายเท้าเอียงออกด้านข้าง ถ้ารู้สึกง่ายไป ลองไม่ใช้เก้าอี้แล้วลดตัวลงให้ลึกเท่าที่ทำได้ ท่าง่าย: ลองมินิสควอท โดยไม่ต้องยืนขึ้นเต็มที่ ท่านี้ช่วยลดแรงกระแทกเหมาะสำหรับมือใหม่ 2. ลันจ์แบบพยุงตัว: ท้าทายสมดุล วิธีทำ: ใช้เก้าอี้ เคาน์เตอร์ หรือมือเพื่อนช่วยพยุงตัว ก้าวขาซ้ายไปด้านหน้า มือขวาวางบนเก้าอี้เพื่อทรงตัว ลดตัวลงโดยงอเข่าซ้าย ระวังให้เข่าอยู่แนวเดียวกับปลายเท้า ดันตัวกลับขึ้นมายืนตรง ทำซ้ำ 2-12 ครั้ง แล้วสลับข้าง เคล็ดลับคนเก่ง: ถ้ารู้สึกเจ็บข้อหรือมีปัญหาข้อเข่า ให้ลดมุมการงอเข่าลง ท่านี้เน้นความต่อเนื่องมากกว่าความลึก สิ่งดีๆที่คุณจะได้รับจากการมีกล้ามเนื้อต้นขาที่แข็งแรง เดินคล่อง วิ่งไว: กล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงช่วยให้เคลื่อนไหวสะดวกขึ้น ปกป้องข้อ: ลดแรงกดที่เข่าและสะโพก ทรงตัวดีเยี่ยม: พื้นฐานร่างกายแน่นหนาช่วยลดโอกาสหกล้ม บุคลิกภาพเป๊ะ: กล้ามเนื้อที่แข็งแรงช่วยให้ยืนตัวตรงและมั่นใจ มาเริ่มต้นสร้างกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรงกันเถอะ! ทำสม่ำเสมอ ทีละนิด แล้วคุณจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตประจำวันแน่นอน! 🚶♀️✨ Source: https://goodtimes.ca/strengthen-your-thighs/
- ตั้งเป้าหมายปีใหม่ ให้มีความหมายมากขึ้น
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2025 เสียงเรียกร้องของเป้าหมายปีใหม่ (New Year Resolutions) ก็เริ่มดังขึ้น ชวนให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตั้งแต่การวางแผนการออกกำลังกายไปจนถึงการปรับเปลี่ยนชีวิตใหม่ แต่บางครั้งแรงกดดันเหล่านี้อาจทำให้เรารู้สึกว่าเรายัง "ไม่ดีพอ" แทนที่จะหมกมุ่นกับการเปลี่ยนแปลง ลองหันมาชื่นชมในสิ่งที่คุณเป็นและเดินทางมาไกลแค่ไหน เพราะความสุขของคุณไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับการแก้ไขตัวเองทั้งหมด 1. ไม่ตั้งเป้าหมายก็ไม่เป็นไร! เป้าหมายปีใหม่เป็นเพียงตัวเลือก คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อมีความสุข ลองหันมามองในสิ่งที่คุณประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมา และให้ความสำคัญกับการรักตัวเองในแบบที่คุณเป็น 2. ตั้งคำถามกับ "ทำไม" ของคุณ ถ้าคุณเลือกที่จะตั้งเป้าหมาย ให้ถามตัวเองว่า ทำไมเป้าหมายนี้ถึงสำคัญสำหรับฉัน? เป้าหมายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรักตัวเองมักยั่งยืนและเติมเต็มมากกว่าเป้าหมายที่มาจากแรงกดดันภายนอก 3. ตั้งเป้าหมายที่เป็นจริงและมีความหมาย ใช้หลัก S.M.A.R.T. (Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound) ในการตั้งเป้าหมาย เช่น หากต้องการดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น เริ่มจากการเดินเพียง 15 นาทีต่อวัน แทนที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนที่ต้องเข้ายิมทุกวัน 4. ฉลองชัยชนะเล็ก ๆ ทุกก้าวที่คุณเดินหน้าไปถือว่าสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือจนจบหนึ่งเล่ม ลองทำอาหารเมนูใหม่ หรือใช้เวลาในการดูแลตัวเอง อย่าลืมชื่นชมความสำเร็จเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น 5. ยืดหยุ่นและใจดีกับตัวเอง ชีวิตเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง หากเป้าหมายของคุณไม่สอดคล้องกับสิ่งที่คุณต้องการอีกต่อไป ก็ไม่เป็นไร ลองปรับเปลี่ยนหรือปล่อยวาง และอย่าลืมที่จะใจดีกับตัวเอง 6. เช็คอินกับตัวเองอยู่เสมอ ตลอดปี 2025 ให้เวลาตัวเองในการทบทวนว่าเป้าหมายยังตอบโจทย์ความสุขของคุณหรือไม่ การเช็คอินเป็นระยะ ๆ จะช่วยให้คุณเชื่อมโยงกับความต้องการและคุณค่าที่เปลี่ยนแปลงไป ปี 2025 ไม่ได้เป็นเรื่องของความสมบูรณ์แบบ แต่มันคือการเติบโต การทบทวน และการยอมรับตัวเอง ไม่ว่าคุณจะตั้งเป้าหมายหรือไม่ก็ตาม อย่าลืมว่าคุณมีคุณค่าในตัวเองเสมอ สุขสันต์ปีใหม่ 2025! 🎉 Source: https://cmha.ca/news/rethinking-resolutions/
- บอกลาความอืดจากมื้ออาหารในเทศกาล ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ เหล่านี้
ช่วงเทศกาลเต็มไปด้วยงานเลี้ยงและอาหารอร่อยๆ แต่บางครั้งก็อาจทำให้รู้สึกอึดอัด หนักท้อง และเฉื่อยชาได้! ลองกิจกรรมง่ายๆ เหล่านี้เพื่อช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นและสนุกไปกับเทศกาลได้อย่างเต็มที่ 1️⃣ เดินเล่นหลังมื้ออาหาร หลังอิ่มอร่อยจากมื้อใหญ่ ลองชวนคนในครอบครัวออกมาเดินเล่น การเดิน 10–20 นาทีช่วยได้หลายอย่าง: ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการอืดท้อง เติมพลังให้คุณ ลองเดินเล่นรอบๆ บ้านเพื่อชมไฟประดับ หรือไปที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน การเดินเล่นนี้อาจกลายเป็นประเพณีใหม่ที่เชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อีกด้วย 2️⃣ เล่นเกมสนุกๆ กลางแจ้ง สร้างความสนุกหลังมื้ออาหารด้วยเกมเบาๆ เช่น ปาบอลหิมะ วิ่งไล่จับ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ทุกคนสามารถร่วมสนุกได้ กิจกรรมเหล่านี้ช่วย: เปลี่ยนโฟกัสจากการกินไปที่การเล่น เพิ่มเสียงหัวเราะและพลังบวก ช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน ถ้าอากาศเป็นใจ ลองออกไปเล่นกับครอบครัวและเก็บความทรงจำที่น่าประทับใจ! 3️⃣ ยืดเส้นยืดสายช่วยย่อย ถ้าต้องอยู่ในบ้าน ลองยืดเส้นยืดสายแบบโยคะ เช่น ท่าบิดตัวขณะนอนตะแคง ซึ่งช่วย: ลดอาการแน่นท้อง กระตุ้นระบบย่อยอาหาร ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อยืดตัวเบาๆ เหล่านี้ รับรองว่ารู้สึกดีขึ้นและยังช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้นด้วย เปลี่ยนเป็นกิจวัตรประจำวัน เคล็ดลับเหล่านี้ไม่ใช่แค่สำหรับเทศกาล! คุณสามารถทำได้ตลอดปีเพื่อช่วยการย่อยอาหาร ลดอาการอืดท้อง และคงพลังงานไว้ ลองนำไปปรับใช้เพื่อให้คุณรู้สึกดีขึ้นและสนุกไปกับเทศกาลสุขภาพดีได้เต็มที่! Source: https://www.cnn.com/2024/11/28/health/thanksgiving-bloat-exercises-wellness
- วิ่งเพื่อสุขภาพ... หรือเพื่อหัวใจ?
การออกกำลังกายด้วยการวิ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รักสุขภาพและต้องการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ใหม่ ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าการเข้าร่วมชมรมวิ่งไม่ใช่แค่เพื่อสุขภาพที่ดี แต่ยังอาจเป็นเส้นทางสู่การพบคนพิเศษในชีวิตได้ด้วย! วิ่งแล้วเจอรัก? เรื่องจริงไม่ใช่แค่ในละคร ที่ชมรม London City Runners ในลอนดอน มีเรื่องราวโรแมนติกเกิดขึ้นมากมาย อย่างน้อย 20 คู่แต่งงานเริ่มต้นจากที่นี่ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนที่มีความสนใจคล้ายกัน เช่น การออกกำลังกาย จะได้มีโอกาสทำความรู้จักกันในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย “การวิ่งกลายเป็นเหมือนแอปหาคู่ยุคใหม่” ผู้คนที่เหนื่อยหน่ายกับการเลื่อนหาเนื้อคู่ในแอปต่างหันมาลองชมรมวิ่งที่เปิดโอกาสให้ได้พบปะคนใหม่ ๆ ในการทำกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพ ความปลอดภัยและการสร้างชุมชนสำหรับผู้หญิง สำหรับผู้หญิงหลายคน ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ การวิ่งเป็นกลุ่มช่วยสร้างความมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น ไม่แปลกใจเลยที่ชมรมอย่าง These Girls Run ในอังกฤษจะเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากความปลอดภัยแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่ผู้หญิงสามารถสร้างเครือข่ายและแรงสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทั้งในเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพจิต สุขภาพจิตดีด้วยการวิ่งเป็นกลุ่ม การวิ่งไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสุขภาพกาย แต่ยังช่วยเสริมสุขภาพจิต การได้วิ่งในกลุ่มที่มีเป้าหมายร่วมกันช่วยสร้างกำลังใจและพลังบวก มีสมาชิกบางคนกล่าวว่าการเข้าร่วมชมรมวิ่งช่วยให้เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่จากช่วงเวลาที่ตกต่ำ เริ่มวิ่งวันนี้ ไม่สายเกินไป! ไม่ว่าคุณจะวิ่งเพื่อสุขภาพ เพื่อสร้างมิตรภาพใหม่ หรือเพื่อความรัก การวิ่งคือกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ทุกด้าน หาชมรมวิ่งใกล้บ้าน แล้วเริ่มต้นออกวิ่งวันนี้! Source: https://www.cnn.com/2024/11/25/health/running-romance-wellness
- รู้จักโรคเบาหวานกันเถอะ: ป้องกันได้ แค่ปรับไลฟ์สไตล์!
รู้ไหมว่า มีผู้ใหญ่กว่า 800 ล้านคนทั่วโลก ที่กำลังใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวาน! ข้อมูลนี้มาจากการศึกษาล่าสุดใน The Lancet โดยในปี 2022 มีอัตราผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 14% เลยทีเดียว เรามาดูกันว่าโรคนี้คืออะไร จะป้องกันได้อย่างไร และควรปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างไรเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีทั้งในระยะสั้นและยาว เบาหวานคืออะไร? เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับการที่ร่างกายจัดการน้ำตาลในเลือด (กลูโคส) ได้ไม่ดี มีอยู่ 3 ประเภทหลัก: เบาหวานชนิดที่ 1 : เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ ส่วนใหญ่พบในเด็ก แต่สามารถเกิดในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน เบาหวานชนิดที่ 2 : พบมากที่สุด เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การกินอาหารที่ไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย และน้ำหนักตัวเกิน เบาหวานขณะตั้งครรภ์ : เกิดขึ้นในหญิงตั้งครรภ์ บางครั้งอาจหายไปหลังคลอด แต่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต ทำไมต้องใส่ใจ? เบาหวานไม่ได้แค่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง แต่ยังเป็นสาเหตุหลักของ: ไตวายเรื้อรัง ตาบอด การตัดขา นอกจากนี้ คนที่เป็นเบาหวานยังมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ สูงกว่าปกติถึง 4 เท่า ป้องกันง่ายๆ ทำได้ทุกวัน ข่าวดีคือ เบาหวานชนิดที่ 2 ป้องกันได้! ออกกำลังกาย: แค่ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ กินอาหารดีๆ: เน้นผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช และลดอาหารแปรรูป ดื่มน้ำเยอะๆ: น้ำช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี รักษาน้ำหนัก: ลดน้ำหนักส่วนเกินช่วยลดความเสี่ยง เลิกบุหรี่: การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานถึง 30-40% ตรวจและรักษาอย่างไร? ถ้ารู้สึกผิดปกติ ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจ ระดับน้ำตาลในเลือด (A1C) เพื่อวินิจฉัยเบาหวานหรือภาวะก่อนเบาหวาน ถ้าตรวจพบเร็ว การปรับไลฟ์สไตล์และการใช้ยาเหมาะสมจะช่วยได้มาก ปรับชีวิตให้ดีขึ้น เพื่อห่างไกลเบาหวาน ไม่ว่าจะป้องกันหรือจัดการโรคเบาหวาน การปรับพฤติกรรมเหล่านี้สำคัญมาก: ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: โดยเฉพาะถ้าคุณนั่งทำงานทั้งวัน กินอาหารที่มีประโยชน์: เลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพทุกครั้งที่ตักอาหาร เลิกบุหรี่: เป็นตัวการเพิ่มความเสี่ยงหลายโรค อย่าลืม รู้จักปัจจัยเสี่ยงของตัวเอง และพูดคุยกับแพทย์ถึงวิธีป้องกันและดูแลสุขภาพ อย่ารอให้โรคมาหาเรา เราสามารถเลือกสุขภาพดีได้ทุกวัน! Source: https://www.cnn.com/2024/11/14/health/diabetes-prevention-wellness
- ทำไมไม่ควรนั่งในห้องน้ำเกิน 10 นาที
มียอมรับไหมว่าคุณเคยพกมือถือเข้าห้องน้ำไปด้วย? แค่จะเข้าไปทำธุระเล็กน้อย แต่กลายเป็นว่านั่งอ่านหรือเลื่อนดูหน้าจอจนเพลิน หลายคนทำแบบนี้เป็นนิสัย แต่รู้หรือไม่ว่าการนั่งบนชักโครกนานเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ! ผลกระทบจากการนั่งนานเกินไป เสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวาร: แรงกดจากน้ำหนักตัวและแรงโน้มถ่วงทำให้เลือดไหลเวียนยาก ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแอ: การนั่งนานเกินไปทำให้กล้ามเนื้อทำงานหนักจนเกิดการอ่อนล้า ภาวะลำไส้ยื่น (Rectal Prolapse): การกดทับจากการนั่งนานอาจทำให้ลำไส้เลื่อนลงมา เคล็ดลับการเข้าห้องน้ำให้สุขภาพดี ตั้งเวลาสั้นๆ: อย่านั่งเกิน 10 นาที ถ้าทำธุระไม่ได้ ให้ลุกออกมาเดินแทน เก็บมือถือไว้ข้างนอก: ยิ่งไม่มีอะไรดึงดูดใจ คุณจะยิ่งใช้เวลาน้อยลง ดื่มน้ำและกินไฟเบอร์: อาหารอย่างข้าวโอ๊ต ถั่ว หรือผักช่วยให้การขับถ่ายง่ายขึ้น ถ้าคุณมีปัญหาท้องผูกบ่อยๆ หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องการการรักษา ห้องน้ำไม่ใช่ที่พักผ่อน ทำธุระเสร็จแล้วออกมาพักในที่ที่ดีกว่านะ! Source: https://www.cnn.com/2024/11/12/health/phones-on-toilet-wellness
- 4 เหตุผลดีๆที่ทำให้คุณอยากเพิ่ม "แอปเปิ้ล" ในเมนูประจำวัน
การได้ทานแอปเปิ้ลสดๆ เป็นอะไรที่อร่อยและยังมาพร้อมประโยชน์อีกมากมาย พูดถึงสุภาษิตที่ว่า “แอปเปิ้ลวันละลูกช่วยให้ห่างไกลหมอ” บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะผลไม้นี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน พร้อมเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการในทุกๆ คำที่ทาน มาดูกันว่าแอปเปิ้ลมีดีอะไรที่ทำให้เราควรทานบ่อยๆ และมีวิธีกินให้อร่อยแบบไหนบ้าง 1. เพิ่มไฟเบอร์ อิ่มนาน สุขภาพดี 💪 แอปเปิ้ลขนาดกลางลูกเดียวมีไฟเบอร์มากกว่า 4 กรัม ซึ่งคิดเป็นประมาณ 18% ของที่ผู้หญิงต้องการและ 12% ของที่ผู้ชายต้องการต่อวัน ไฟเบอร์ช่วยให้อิ่มนาน ดีต่อการย่อยอาหาร และควบคุมน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ในแอปเปิ้ลยังมีเพคติน ซึ่งช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลในเลือดได้ด้วย อย่าลืมทานทั้งเปลือกนะคะ เพราะการปอกเปลือกออกจะทำให้ไฟเบอร์ลดลงถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว! 2. ต้านโรคด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ 🍃 แอปเปิ้ลอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะเควอซิติน (quercetin) ซึ่งช่วยลดการอักเสบและปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ และโรคหืดหอบอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการช่วยยับยั้งการเติบโตของมะเร็งบางชนิด อย่างเช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เช่นกัน 3. ดีต่อหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ❤️ หากอยากให้หัวใจแข็งแรง แค่ทานแอปเปิ้ลวันละลูกก็ช่วยได้ งานวิจัยเผยว่าการทานแอปเปิ้ลขนาด 100-150 กรัม (ประมาณแอปเปิ้ลขนาดกลางหรือ 1 ถ้วยที่หั่นเป็นชิ้น) ทุกวันอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ ผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูงเล็กน้อยที่ทานแอปเปิ้ลวันละ 2 ลูกต่อเนื่อง 8 สัปดาห์พบว่าระดับคอเลสเตอรอลทั้งหมดและคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ลดลง นอกจากนี้ การทานแอปเปิ้ลอย่างน้อย 4 ลูกต่อสัปดาห์ยังช่วยลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงได้ถึง 9% อีกด้วย 4. ป้องกันเบาหวานแบบธรรมชาติ 🛡️ ถึงแม้ว่าแอปเปิ้ลจะมีน้ำตาลธรรมชาติ แต่ด้วยไฟเบอร์และสารอาหารต่างๆ ทำให้แอปเปิ้ลมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (GI) ซึ่งหมายถึงไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง งานวิจัยพบว่าการทานแอปเปิ้ลอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ เนื่องจากมีสารแอนโทไซยานิน (anthocyanin) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ Source: https://www.yahoo.com/lifestyle/eat-2-apples-day-lower-224310160.html
- พลังซิตรัส! มาดูกันว่าผลไม้รสเปรี้ยวอย่างส้ม เลมอน และมะนาวทำอะไรได้บ้าง (และอะไรทำไม่ได้)
รู้กันอยู่แล้วว่าผลไม้รสเปรี้ยวอย่างมะนาว ส้ม เกรปฟรุต และมะกรูดนั้นอัดแน่นไปด้วยประโยชน์ แต่จริงไหมที่ว่าพวกมันช่วยให้หลับดีขึ้น ป้องกันอาการเมารถ หรือแม้แต่ต้านมะเร็งได้? ไหนจะ “ทริคมะนาวช่วยหลับ” ที่กำลังฮิตใน TikTok ที่บอกว่าถ้าวางมะนาวผ่าซีกไว้ข้างเตียงจะช่วยให้เด็กๆ หลับสบายทั้งคืนด้วย! วันนี้เรามาเช็กให้รู้กันเลยว่าข้อไหนจริง ข้อไหนโม้กันแน่! 1. มะนาวช่วยให้หลับได้จริงไหม? ทริค “มะนาวช่วยหลับ” ของคุณแม่ Jess Lynne บน TikTok นั้นฮอตฮิตไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ช่วยได้จริงหรือเปล่า? แม้ว่ากลิ่นซิตรัสจะช่วยให้บางคนรู้สึกผ่อนคลาย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับก็บอกว่าหลักฐานวิจัยยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ดร.ลูอิส ออร์ทิซ หมอนอนจาก Johns Hopkins เล่าว่าซิตรัสอาจช่วยให้เราผ่อนคลายได้บ้าง แต่จริงๆ แล้วมันยังมีฤทธิ์กระตุ้นให้ตื่นตัวได้อีกด้วย! นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้ตอนก่อนนอนเลย 2. ดมมะนาวป้องกันอาการเมารถได้ไหม? เคยได้ยินทริคที่ว่าดมมะนาวช่วยแก้เมารถไหม? นักโภชนาการ Krutika Nanavati บอกว่ามีความเป็นไปได้อยู่นะ! กรดซิตริกในมะนาวช่วยให้กระเพาะสงบ และกลิ่นก็ดึงความสนใจให้เราลืมอาการเมารถไปได้ แต่ถ้าไม่มีมะนาว ใบสะระแหน่หรือขิงก็อาจช่วยได้เช่นกัน! 3. ซิตรัสช่วยต้านมะเร็งได้จริงหรือ? เรื่องนี้น่าสนใจจริง! มีงานวิจัยชี้ว่าการกินผลไม้ตระกูลซิตรัสช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งในช่องปาก คอ หลอดอาหาร และกระเพาะปัสสาวะ แต่ก็ต้องระวัง! เพราะมีงานวิจัยบอกว่าการดื่มน้ำส้มในปริมาณมาก อาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาได้ หากเราสัมผัสแสงแดดเยอะเกินไป ดังนั้น แค่กินให้พอประมาณและอย่าลืมทาครีมกันแดดก็พอ! 4. ซิตรัสช่วยลดน้ำหนักได้ไหม? ถ้าคุณอยากลดน้ำหนัก ลองพิจารณาเพิ่มเกรปฟรุตลงในมื้ออาหารดูสิ! งานวิจัยของนักโภชนาการ Heidi Silver พบว่าคนที่กินเกรปฟรุตครึ่งลูกก่อนมื้ออาหารน้ำหนักลดลง และยังได้ HDL (คอเลสเตอรอลดี) เพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้งวิตามิน C ที่ได้จากเกรปฟรุตยังเสริมสุขภาพอีกต่างหาก! 5. มะนาวกับมะกรูดช่วยป้องกันนิ่วในไตได้ไหม? ได้แน่นอน! มะนาวและมะกรูดมีสารซิเทรตสูง ซึ่งช่วยลดการเกิดนิ่วในไตได้โดยการจับแคลเซียมส่วนเกินในปัสสาวะ ลองเพิ่มมะนาวน้ำเปล่าในชีวิตประจำวันดูสิ ไม่แน่คุณอาจได้รับประโยชน์มากกว่าความสดชื่นอีกด้วย! 6. ซิตรัสช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ไหม? มีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ว่า ซิตรัสอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ เช่น งานวิจัยจากญี่ปุ่นที่พบว่าการกินซิตรัสบ่อยๆ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ อย่างโรคหลอดเลือดสมอง เพราะสารฟลาโวนอยด์ในซิตรัสอาจช่วยลดการอักเสบ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจด้วย แต่อย่าลืม! กินผลไม้ทั้งลูกจะได้ใยอาหารเต็มที่ ไม่ใช่แค่ดื่มน้ำผลไม้เพียงอย่างเดียวนะ! 7. ใครบ้างที่ควรระวังการกินซิตรัส? สำหรับคนส่วนใหญ่ ซิตรัสเป็นส่วนเติมเต็มที่ดีในอาหาร แต่ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะหรือฟันอาจจะต้องระวัง เพราะความเป็นกรดอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ส่วนเกรปฟรุตนั้นระวังเป็นพิเศษ เพราะมันอาจขัดกับยาบางชนิด เช่น ยาสแตตินที่ใช้ลดคอเลสเตอรอลหรือยากดภูมิคุ้มกัน ถึงแม้ว่าทริคบางอย่างของซิตรัสจะยังไม่ค่อยมีหลักฐานยืนยันมากนัก แต่การกินซิตรัสอย่างพอดีๆ ก็ถือว่าเป็นการเสริมสุขภาพที่อร่อยและได้ประโยชน์มากมาย ดังนั้น ไม่ว่าจะดื่มน้ำมะนาว กัดส้ม หรือลองเกรปฟรุต อย่าลืมกินให้พอดีแล้วสุขภาพดีจะตามมาแน่นอน! Source: https://www.yahoo.com/lifestyle/citrus-fruits-considered-superfood-help-110005816.html
- การทรงตัวด้วยขาข้างเดียว - เคล็ดลับเพื่อสุขภาพดีวัยเก๋า พร้อม 8 ท่าออกกำลังกายฝึกสมดุลแบบสนุก ๆ!
ยืนทรงตัวด้วยขาข้างเดียวฟังดูง่าย ๆ ใช่ไหม? แต่ใครที่เคยพยายามทำในคลาสโยคะและโยกเยกจนเกือบล้มจะรู้เลยว่ามันท้าทายกว่าที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราอายุมากขึ้น! และรู้ไหมว่าการยืนทรงตัวขาข้างเดียวนี้สามารถบอกถึงสุขภาพของเราได้เช่นกัน นักวิจัยพบว่าความสามารถในการยืนด้วยขาข้างเดียวของเราสามารถบ่งบอกถึงความแข็งแรงและสมดุลของร่างกายตามอายุได้อีกด้วย มาดูกันว่าทำไมการทรงตัวถึงสำคัญ พร้อมท่าออกกำลังกายสนุก ๆ ที่จะช่วยเสริมสมดุลให้เราแข็งแรงเหมือนนกฟลามิงโก้กันเลย! ทำไมการทรงตัวถึงสำคัญเมื่อเราอายุมากขึ้น? ดร.แนนซี่ คีร์ช นักวิจัยด้านสมดุลบอกว่า “การทรงตัวด้วยขาข้างเดียวเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีของสมดุลและสุขภาพโดยรวม” การทรงตัวนั้นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการสั่งการจากสมอง เมื่อเราอายุมากขึ้นกล้ามเนื้อจะเริ่มอ่อนแรงและการประสานงานลดลง ทำให้การทรงตัวยากขึ้น แต่ไม่ต้องห่วงนะ! เราสามารถฝึกเพื่อพัฒนาสมดุลได้ และช่วยลดความเสี่ยงในการล้มในระยะยาวอีกด้วย 8 ท่าฝึกสมดุลง่าย ๆ ที่จะช่วยเสริมความมั่นคงให้กับคุณ! พร้อมที่จะทรงตัวแบบนกฟลามิงโก้กันหรือยัง? ลองทำท่าเหล่านี้เพื่อเสริมสมดุลได้เลย! ทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน ใช้แค่เก้าอี้หรือผนังเพื่อช่วยพยุงในช่วงแรก ฝึกวันละนิดและทำให้ได้ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้ทรงตัวได้ดีขึ้นแน่นอน ยืนขาข้างเดียว (Single-Leg Stand) ยืนด้วยขาข้างเดียว ค้างไว้ 20-30 วินาที จากนั้นสลับขา ถ้าอยากท้าทายมากขึ้น ลองปิดตาหรือยืนบนหมอนนุ่ม ๆ ดู! เดินส้นถึงปลายเท้า (Heel-to-Toe Walk) เดินไปข้างหน้าโดยให้ส้นเท้าแตะปลายเท้าทุกก้าว เหมือนเดินบนเชือก อาจจะกางแขนเพื่อช่วยสมดุลไปด้วย ยกขาออกด้านข้าง (Hip Abductions) ยืนใกล้ ๆ เก้าอี้ แล้วยกขาข้างหนึ่งไปด้านข้าง ค้างไว้สองสามวินาที จากนั้นค่อย ๆ ลดขาลงแล้วสลับขา โยกตัวจากปลายเท้าไปส้นเท้า (Toe-to-Heel Rocking) ยืนให้เท้าห่างกันเท่าความกว้างของสะโพก โยกน้ำหนักไปที่ปลายเท้า ยกส้นเท้าขึ้น แล้วค่อย ๆ โยกกลับไปที่ส้นเท้า ยกปลายเท้าขึ้น ยืนยกเข่าสูง (Standing March) ยืนตรงแล้วยกเข่าขึ้นสูงเหมือนเดินสวนสนาม ช่วยฝึกสมดุลและเสริมความแข็งแรงให้กับแกนกลางลำตัว เอื้อมตามนาฬิกา (Clock Reach) ยืนขาข้างเดียวและนึกภาพว่าคุณยืนอยู่ตรงกลางนาฬิกา ยืดมือเอื้อมไปที่ตำแหน่ง “3,” “6,” และ “9 นาฬิกา” โดยไม่เสียการทรงตัว แล้วสลับข้างทำอีกด้านหนึ่ง ท่าไทชิ (Tai Chi Movements) ฝึกการเคลื่อนไหวช้า ๆ และต่อเนื่องแบบไทชิ ช่วยทั้งสมดุลและความแข็งแรง ลองหาวิดีโอสอนเพื่อเริ่มต้นได้ง่าย ๆ กระดานทรงตัว (Balance Board) ใช้กระดานทรงตัวหรือหมอนนุ่ม ๆ ยืนฝึกเพื่อเสริมความมั่นคงและความสนุก จะทำท่าสควอทหรือแค่ยืนก็ได้! ทรงตัวนานแค่ไหนดี? นี่คือเวลาเฉลี่ยที่แนะนำในการทรงตัวด้วยขาข้างเดียวตามช่วงอายุ: อายุต่ำกว่า 40 ปี : 45 วินาที อายุ 40-49 ปี : 40 วินาที อายุ 50-59 ปี : 37 วินาที อายุ 60-69 ปี : 28 วินาที อายุ 70-79 ปี : 14-20 วินาที อายุ 80 ปีขึ้นไป : 6-10 วินาที ลองเริ่มฝึกวันนี้เลยดีไหม? ลองยืนขาข้างเดียวตอนนี้เลย คุณอาจจะทึ่งกับผลลัพธ์ที่ได้! ฝึกเพียงเล็กน้อยทุกวันแล้วจะรู้สึกได้ถึงความแข็งแรงและมั่นคงของสมดุลมากขึ้น สนุกไปกับการฝึกฝนและพร้อมรับประโยชน์เพื่อสุขภาพที่ดีไปกับการทรงตัว! Source: https://www.yahoo.com/lifestyle/being-able-stand-1-leg-184734368.html
- รู้สึกหมดแรงใช่ไหม? มาลองวิธีง่าย ๆ ที่จะเพิ่มพลังงานและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่กัน!
คุณตื่นเช้ามารู้สึกอ่อนล้าบ้างไหม? หรือคุณต้องดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มให้พลังงานเพื่อผ่านวันไปให้ได้? ถ้าคุณเคยรู้สึกแบบนี้ มาลองวิธีจัดการพลังงานของตัวเองดีกว่า! มันง่ายกว่าที่คุณคิด และเมื่อคุณเริ่มเห็นผลลัพธ์—มีพลังงานมากขึ้น อารมณ์ดีขึ้น และมีสุขภาพที่ดีขึ้น—คุณจะสงสัยเลยว่าทำไมถึงไม่เริ่มทำเร็วกว่านี้! การจัดการพลังงานคืออะไร? ลองนึกถึงพลังงานของคุณเหมือนเงินในธนาคาร ทุกวันคุณเริ่มต้นด้วยพลังงานจำนวนหนึ่ง และกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดวันจะใช้พลังงานหรือเติมพลังงานให้คุณ หน้าที่ของเราคือการเรียนรู้วิธีจัดการพลังงานเหล่านั้นให้ดี เพื่อให้คุณรู้สึกสดชื่นและมีพลังงานมากขึ้นเมื่อจบวัน! แม้ว่าคุณจะไม่สามารถควบคุมทุกอย่างที่ทำให้พลังงานหมดได้ แต่คุณสามารถเพิ่มพลังงานให้ตัวเองได้ ลองมาดู 7 วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยเพิ่มพลังงาน และทำให้ชีวิตของคุณมีความสุขและมีประสิทธิภาพมากขึ้น! 1. กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ 🍎🥗 การทานอาหารที่สมดุลคือหัวใจของการมีสุขภาพที่ดี ลืมเรื่องการลดน้ำหนักไปก่อน เน้นทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแทน เช่น ผัก ผลไม้ โปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ และธัญพืชเต็มเมล็ด เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับคุณตลอดวัน 2. นอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมง 😴💤 การนอนหลับเป็นวิธีที่ร่างกายของเราฟื้นฟูตัวเอง ถ้าคุณนอนน้อยกว่า 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ไม่แปลกเลยที่คุณจะรู้สึกหมดแรง ลองให้ความสำคัญกับการนอน และสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบเพื่อช่วยให้คุณหลับสบาย 3. อยู่กับคนที่ทำให้คุณรู้สึกดี 😊✨ คนที่คุณอยู่ด้วยมีผลต่อพลังงานของคุณมาก เลือกใช้เวลากับคนที่ทำให้คุณรู้สึกดี หลีกเลี่ยงคนที่มีทัศนคติลบหรือทำให้คุณเครียด 4. จำกัดการเสพข่าว 📺📰 การรับรู้ข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเสพข่าวมากเกินไป โดยเฉพาะข่าวร้าย อาจทำให้คุณเครียด ลองลดการเสพข่าว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่คุณต้องการความสงบ 5. ออกกำลังกายเป็นประจำ 🏋️♂️🚶♀️ การออกกำลังกายช่วยเพิ่มพลังงาน แม้จะดูเหมือนว่ามันจะทำให้คุณเหนื่อย แต่ความจริงแล้วมันช่วยกระตุ้นพลังงาน ลองออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยลดความเครียดและทำให้ร่างกายแข็งแรง 6. ทำสิ่งที่คุณชอบทุกวัน 🎨🎶 ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร การฟังเพลง หรือการทำสิ่งที่คุณรัก การทำสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขทุกวันจะช่วยเพิ่มพลังงานและทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น 7. มีเมตตาต่อผู้อื่น 💖👀 การมีเมตตาต่อผู้อื่น เช่น ยิ้มให้คนแปลกหน้า หรืออวยพรให้คนที่คุณรัก สามารถช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้ด้วย เป็นการรักษาพลังงานบวกในตัวคุณ! เมื่อคุณนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน คุณจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับพลังงาน อารมณ์ และความสามารถในการทำงานของคุณ เริ่มต้นทีละนิด แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่! พร้อมเริ่มหรือยัง? เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ทำเป็นประจำ แล้วพลังงานของคุณจะพุ่งสูงขึ้น! 💥 Source: https://www.mayoclinichealthsystem.org/hometown-health/speaking-of-health/7-tips-to-live-a-happier-life
- โยคะบนเก้าอี้: ดีสำหรับทุกคน โดยเฉพาะคนทำงานที่ต้องนั่งโต๊ะ
การออกกำลังกายแบบนั่งบนเก้าอี้อาจฟังดูแปลก แต่จริง ๆ แล้วโยคะบนเก้าอี้เป็นวิธีที่ดีในการทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว แม้จะนั่งอยู่ หลายคนมักเข้าใจว่าโยคะบนเก้าอี้เหมาะสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนสามารถได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายประเภทนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน โยคะบนเก้าอี้คืออะไร? โยคะบนเก้าอี้คือการดัดแปลงท่าโยคะทั่วไปให้สามารถทำได้ขณะนั่งบนเก้าอี้ หลายคนมักจะคิดว่าเป็นการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ เพราะมีการจัดคลาสสอนโยคะประเภทนี้สำหรับคนกลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่ และงานวิจัยหลายชิ้นยังแสดงให้เห็นว่าโยคะบนเก้าอี้ช่วยปรับปรุงความยืดหยุ่นและลดอาการปวดในผู้สูงอายุ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2023 พบว่าโยคะบนเก้าอี้ช่วยเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวในผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม แต่โยคะบนเก้าอี้ไม่ได้เหมาะสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น ใครก็ตามที่ต้องนั่งโต๊ะนาน ๆ หรือใครก็ตามที่นั่งเป็นเวลานานสามารถได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายนี้ได้ ในการศึกษาหนึ่งพบว่าการทำโยคะบนเก้าอี้หรือการทำสมาธิแค่ 15 นาที ช่วยลดความเครียดได้อย่างมาก บริษัทหลายแห่งจึงเสนอคลาสโยคะบนเก้าอี้ฟรีให้กับพนักงานเพื่อส่งเสริมสุขภาพและลดความเครียด ทำไมโยคะบนเก้าอี้ถึงดีสำหรับทุกคน? Stacie Dooreck ครูสอนโยคะที่ได้รับการรับรองกล่าวว่าโยคะบนเก้าอี้นั้นปลอดภัยสำหรับทุกเพศทุกวัย และช่วยในเรื่องของความยืดหยุ่น ปรับปรุงท่าทางการนั่ง และป้องกันอาการบาดเจ็บจากการนั่งนาน ๆ เช่น กลุ่มอาการ Carpal Tunnel (อาการปวดข้อมือและมือจากการใช้งานหนัก) โยคะบนเก้าอี้ยังเป็นวิธีที่ดีในการคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกาย Ansley Davis ครูฝึกจาก YogaSix กล่าวว่าโยคะบนเก้าอี้นั้นเหมาะสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่หรือมีความสามารถทางร่างกายแค่ไหน ประโยชน์ของโยคะบนเก้าอี้ เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ปรับปรุงการนอนหลับ ฝึกการหายใจให้ดีขึ้น ลดความดันโลหิต ลดอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ลดอาการปวดเรื้อรังและการอักเสบ เริ่มต้นอย่างไร? ถ้าคุณอยากลองเริ่มต้นการทำโยคะบนเก้าอี้ ลองเริ่มจากวันละ 5 นาทีก่อน Stacie Dooreck กล่าวว่า การทำวันละ 5 นาทีดีกว่าการทำครั้งละ 1 ชั่วโมงสัปดาห์ละครั้ง เพราะคุณจะได้สร้างนิสัยและความต่อเนื่อง ถ้ารู้สึกปวดหรือไม่สบายขณะทำท่าโยคะ อย่าฝืน และให้พักก่อนที่จะทำท่าต่อไป เมื่อเวลาผ่านไปคุณจะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง เช่น การเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นและการหายใจที่ลึกขึ้น ท่าโยคะบนเก้าอี้สำหรับมือใหม่ นี่คือท่าโยคะบนเก้าอี้ง่าย ๆ ที่คุณสามารถลองทำได้ อย่าลืมหายใจลึก ๆ เข้าออกทางจมูกขณะที่ทำท่าต่าง ๆ เหล่านี้ อบอุ่นร่างกายด้วยการหมุนข้อต่อ นั่งหลังตรงแล้วหมุนข้อมือและข้อเท้าช้า ๆ เพื่อคลายข้อต่อ ช่วยป้องกันอาการ Carpal Tunnel และลดอาการเมื่อยล้าที่ขา ท่าแมว-วัว (Cat-Cow Pose) หายใจเข้าและยืดตัวขึ้นพร้อมกับยืดอกไปข้างหน้า จากนั้นหายใจออกและโค้งหลังเพื่อยืดกล้ามเนื้อหลัง ท่ายืดข้าง (Side Bends) ยกมือข้างหนึ่งขึ้นเหนือศีรษะและเอนไปทางด้านตรงข้าม ทำสลับกันทั้งสองข้าง ท่าบิดลำตัว (Twists) บิดตัวไปด้านข้างและค้างไว้สักครู่ จากนั้นบิดกลับมาทางตรงข้าม ท่าก้มตัวไปข้างหน้า (Seated Forward Bend) นั่งหลังตรง ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ และก้มตัวลงจนหน้าอกแตะเข่า ท่ากรอบยืน (Standing Frame) จับข้อศอกทั้งสองข้างด้วยมือฝั่งตรงข้าม และยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ ค้างท่านี้ไว้และหายใจลึก ๆ ท่านั่งสมาธิ (Seated Pose) นั่งหลังตรง วางมือบนต้นขา และหายใจลึก ๆ ช้า ๆ สักสองสามนาทีเพื่อผ่อนคลาย ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่หรือมีร่างกายแข็งแรงแค่ไหน โยคะบนเก้าอี้สามารถช่วยให้คุณได้ออกกำลังกายและผ่อนคลาย ลองทำเป็นประจำและดูผลลัพธ์ที่ดีต่อทั้งร่างกายและจิตใจ! Source: https://www.cnn.com/2024/09/03/health/chair-yoga-flexibility-stress-relief-wellness











